2026-04-03
HaiPress

ความตึงเครียดระหว่างฝรั่งเศส-สหรัฐฯ ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อทรัมป์กล่าวพาดพิงภรรยาของมาครงอย่างไม่เหมาะสม จน ปธน.ฝรั่งเศสตอบโต้กลับทันทีว่าคำพูดดังกล่าว "ไม่สง่างาม ไม่เหมาะสม" ก่อนที่ประเด็นจะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งด้านนโยบายระหว่างประเทศ วันนี้ (3 เม.ย.2569) CNN รายงาน ประเด็นร้อนแรงระดับโลกที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ ได้สร้างความตกตะลึงระดับการทูตระหว่างประเทศอีกครั้ง ด้วยการใช้วาจาโจมตีเชิงล้อเลียนต่อ แอมานูแอล มาครง ปธน.ฝรั่งเศส โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวและภรรยาของมาครงอย่าง "บริจิตต์ มาครง" ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของผู้นำแดนน้ำหอม
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในงานเลี้ยงส่วนตัวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) โดยทรัมป์ได้กล่าวต่อหน้าผู้ร่วมงานในเชิงตำหนิมาครงอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน แต่สิ่งที่ทำให้คนทั้งโลกต้องชะงักคือการที่ทรัมป์กล่าวพาดพิงถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวว่า เขาโทรหาผู้นำฝรั่งเศส คนที่ภรรยาของเขาปฏิบัติกับเขาได้แย่สุด ๆ ตอนนี้เขาคงกำลังพักฟื้น จากการถูกหมัดขวาเข้าที่กราม
คำพูดของทรัมป์อ้างถึงคลิปที่เป็นไวรัลเมื่อปี 2568 ภาพที่ดูเหมือนว่า บริจิตต์ มาครง ได้ผลักหน้าสามีของเธอขณะอยู่บนเครื่องบินประจำตำแหน่ง แม้ว่าทางทำเนียบเอลิเซจะไม่ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงในตอนนั้น แต่ทรัมป์กลับหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นหลักในการด้อยค่ามาครงในฐานะผู้นำ โดยนัยคือการสื่อว่ามาครงไม่สามารถควบคุมแม้กระทั่งเรื่องในบ้านของตัวเองได้ แล้วจะมาบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างไร
ทางด้าน แอมานูแอล มาครง ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ถูกสื่อมวลชนรุมซักถามถึงประเด็นนี้ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป เขามีท่าทางที่ดูอึดอัดอย่างชัดเจน และตอบโต้ว่า คำพูดของผู้นำสหรัฐฯ นั้น "ไม่สง่างามและไม่ได้อยู่ในระดับที่ได้มาตรฐาน"
ความโกรธเคืองของมาครงนั้นมีที่มาที่ไป เรื่องราวของภรรยาเขาซึ่งมีอายุมากกว่าเขาถึง 25 ปี เป็นหัวข้อที่เขาอ่อนไหวและพร้อมปกป้องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เพิ่งจะยื่นฟ้องหมิ่นประมาทพอดแคสต์เตอร์ชาวอเมริกันที่กุเรื่องว่าบริจิตต์อาจจะเป็นผู้ชาย ดังนั้นการที่ทรัมป์นำเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวมาโจมตีต่อหน้าสาธารณชน จึงถือเป็นการข้ามเส้นที่ฝรั่งเศสยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

แม้ว่าทรัมป์จะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการล้อเลียนเรื่องครอบครัวมาครง แต่เบื้องหลังที่แท้จริงของความเกรี้ยวกราดนี้คือ ความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์ในการดึงฝรั่งเศสเข้าสู่สนามรบ ทรัมป์กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในตะวันออกกลาง หลังจากที่ตัดสินใจเปิดฉากถล่มโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านร่วมกับอิสราเอล
ทรัมป์คาดหวังว่ามิตรสหายเก่าแก่ที่สุดอย่างฝรั่งเศสจะส่งกองเรือมาช่วยสนับสนุนในภารกิจเปิดเส้นทางเดินเรือใน "ช่องแคบฮอร์มุซ" เพื่อคลายวิกฤตน้ำมันโลก แต่มาครงกลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แม้ฝรั่งเศสจะมีการส่งเครื่องบินขับไล่และระบบป้องกันภัยทางอากาศไปยังอ่าวเปอร์เซียเพื่อคุ้มครองพันธมิตรอาหรับบ้าง รวมถึงการส่งเรือรบไปประจำการแถวไซปรัสที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปซึ่งถูกโจมตี แต่มาครงยืนกรานว่า "จะไม่เป็นหัวหอกให้สหรัฐฯ" ในการขยายวงสงครามครั้งนี้
ความตึงเครียดถึงขั้นสุดเมื่อฝรั่งเศสจับมือกับสเปนและอิตาลี ประกาศสั่งแบนไม่ให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในประเทศเพื่อไปปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดในตะวันออกกลาง นี่คือหมัดฮุกทางการเมืองที่ทำให้ทรัมป์เสียหน้าอย่างหนัก จนนำมาสู่การเหน็บแนมมาครงในเรื่องส่วนตัวเพื่อเป็นการเอาคืน
ในฝรั่งเศส เรื่องส่วนตัวของนักการเมืองถือเป็นพื้นที่ต้องห้ามที่ทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นคำพูดของทรัมป์จึงจุดชนวนความโกรธแค้นไปทั่วแวดวงการเมือง มานูเอล บอมพาร์ด ผู้นำพรรคฝ่ายซ้ายจัดเรียกคำพูดนี้ว่า "ยอมรับไม่ได้อย่างที่สุด" ขณะที่ ยาแอล บราวน์-ปิเว ประธานสภาผู้แทนราษฎรหญิงได้ออกมาตำหนิผ่านทางสถานีวิทยุว่า "ในขณะที่เรากำลังคุยกันเรื่องอนาคตของโลก ในขณะที่มีคนล้มตายในสนามรบ และประชาชนกำลังเดือดร้อนแสนสาหัส เรากลับมีคนที่เอาแต่หัวเราะและล้อเลียนคนอื่น"
ความสัมพันธ์ที่เคยหวานชื่นกับฝรั่งเศสในสมัยแรกของทรัมป์ ตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังส่วนตัว ทรัมป์มักจะทำท่ายั่วยวนเลียนแบบมาครงในที่สาธารณะและเคยแม้กระทั่งเปิดเผยข้อความส่วนตัวของมาครงเพื่อให้อีกฝ่ายอับอาย ขณะที่มาครงเองก็ดูจะหมดความอดทนและเริ่มใช้นโยบายที่แข็งกร้าวเพื่อตอบโต้ทั้งเรื่องกำแพงภาษีและนโยบายต่างประเทศของทำเนียบขาวอย่างไม่ไว้หน้าเช่นกัน
อ่านข่าวอื่น :
"ณัฐพล" อำลา รมว.กลาโหม รับโดนตำหนิปมกัมพูชา เชื่อมือ "อดุลย์" ทำงานได้ดี
ลอบวางบึ้ม 3 จุด อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี - ไร้เจ็บ
รพ.เด็ก ในเตหะราน จัดกิจกรรมเติมรอยยิ้มเด็ก ท่ามกลางสงคราม